วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13

                           บันทึกอนุทินครั้งที่ 13
                การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
                   กลุ่ม 103 วันนจันทร์ 11:30-14:00
                วันที่ 10 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557




การสื่อความหมายทดแทน

<Augmentative and Alternative Communication : AAC> 


Picture Exchange Communication System <PECS>

เป็นโปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสารของเด็ก Autistic ใช้บอกว่าเราจะทำอะไรเรียงเป็นประโยคได้ใช้แทนการพูดของเด็ก Autistic






 
หนูต้องการนม

    Visual Strategies <การรับรู้ผ่านการมอง>
   
         มีคำกล่าวว่า “ ภาพหนึ่งภาพแทนคำพันคำ ” ภาพที่จะเริ่มใช้กับเด็กออทิสติกควร
     จะเป็นภาพที่เชื่อมโยง กับสิ่งรอบๆ ตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ หรือสัญลักษณ์ (โลโก้) 
     ที่เด็กสนใจใกล้ตัว เพื่อเป็นการให้เด็กสะสมคำศัพท์ให้มากพอจะใช้สื่อสารได้ และสื่อ
     ให้รู้ชัดว่าใคร / ทำอะไร / ที่ไหน / เมื่อไหร่ / อย่างไร / กับใครหรือกับอะไร ?
            
                   
              ตัวอย่าง การสื่อสารโดยภาพเพื่อสอนเรื่องการรับประทานอาหาร
 



         
 


 
 วิธีการ
         
          1. นำรูปภาพทั้งหมดให้เด็กดูทีละภาพ พร้อมกับบอกว่าแต่ละรูปคืออะไร
          2. เรียงรูปภาพตามลำดับ พร้อมชี้บอกความหมายของภาพนั้น เช่น
             กินแฮมเบอร์เกอร์ รสไก่ ที่ร้านแม็คโดนัลด์ ล้างมือ เช็ดมือ
          3. พูด ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งและบ่อยๆ
          
  Communication Devices <เครื่องโอภา>




โอภา รุ่น 2.3 เสริมฟังก์ชันพิเศษให้กับผู้ใช้ที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วมือได้ หรือ มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทำให้กดปุ่มสัญรูปบนหน้ากล่องโอภาได้ เพิ่มฟังก์ชัน การสแกนปุ่มโดย มีหน้าปัทม์แสดงตัวเลขบอกการสแกนไปที่ช่องหมายเลข ผู้ใช้สามารถเลือกช่องหมายเลขนั้นๆ โดยการกดสวิตช์เดี่ยวที่พ่วงต่อกับโอภา หรือเลือกใช้รีโมท คอนโทรลในการเลือกหมายเลขช่องสัญรูป ในกรณีที่ผู้ใช้มีการบังคับและควบคุมกล้ามเนื้อได้


โปรแกรมปราศรัย



ปราศรัยเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างโปรแกรมช่วยสื่อสารเพื่อช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความสามารถ ในการพูดให้สามารถสื่อสารกับบุคคลรอบข้างผ่านคอมพิวเตอร์ โดยใช้สัญรูปแทนการสื่อความหมาย คอมพิวเตอร์ ปราศรัยได้รับแนวคิดมาจากการใช้เครื่องช่วยสื่อสารด้วยเสียงพูด (augmentative alternative communication) มาทดแทนเสียงจริงที่ผู้ใช้สูญเสียไปหรือมีความบกพร่องทำให้ ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจได้ ปราศรัยทำหน้าที่เป็นเสมือนกล่อง ที่บรรจุเสียงพูด ที่ใช้ในการสนทนาไว้อย่างไม่จำกัดจำนวน โดยใช้หลักการจัดเก็บฐานข้อมูลของเสียงด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย โดยแบ่งเสียงแบ่ง เป็นหมวดหมู่ ตามการใช้งาน ซึ่งแต่ละเสียงจะหน่วยประกอบด้วยเสียงพูด รูปภาพและ ข้อความปราศรัยยังมีโปรแกรมบรรณาธิกรณ์ช่วยให้สามารถเพิ่มและลบ ข้อความ / เสียง /รูปภาพได้ อย่างไม่จำกัด ผู้ที่บกพร่อง ทางการออกเสียง สามารถใช้งานโปรแกรมนี้ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย เพียงเลือกคลิกสัญรูปที่ต้องการสื่อความหมาย หรือกดสวิตช์เดี่ยวเมื่อใช้กับฟังก์ชันสแกน ก็จะมีเสียง ของข้อความที่ต้องการสื่อสารเปล่งออกมา

ประเมินตนเอง

  เข้่าเรียนตรงเวลา วันนี้ตั้งใจเรียนบ้างแต่คุยเยอะไปหน่อย ทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาเท่าที่ควรสัปดาห์หน้าหนูจะพยายามคุยให้น้อยลงค่ะ

ประเมินเพื่อน

 เพื่อนๆแต่งกายถูกต้องเรียบร้อย เพื่อนบางกลุ่มตั้งใจเรียน บางกลุ่มก็คุยกันบ้างแต่ก็ตั้งใจเรียนกันทุกคน

ประเมินอาจารย์
 
 อาจารย์แต่งกายสุภาพ น่ารักใจดี มีการเตรียมการเรียนการสอนมาดีทุกครั้ง อาจารย์อธิบายได้ชัดเจนและมีการนำรูปภาพมาให้ดูประกอบทำให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น
 
                                                                            



วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 3 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557



       สัปดาห์นี้อาจารย์บอกคะแนนสอบและเฉลยข้อสอบทีละข้อพร้อมอธิบายว่าข้อไหนตอบอะไรบ้าง ดิฉันยังไม่เข้าใจและไม่ได้อ่านเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นมากเท่าไรจึงหาเพิ่มเติม


ลูกมีความบกพร่องทางการมองเห็น


ความบกพร่องทางการมองเห็น (Visual Impairment) 

ความบกพร่องทางการมองเห็น (Visual Impairment) คือการสูญเสียการมองเห็น (Vision Loss) จนถึงระดับหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสามารถในการมองเห็นที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งอาจเกิดจากโรค (Disease) การบาดเจ็บ (Trauma) รวมถึงความผิดปกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด (Congenital conditions) หรือเสื่อมสภาพในภายหลัง (Degenerative conditions)ในปัจจุบันเด็กจำนวน 1 ใน 5 ประสบปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องในการมองเห็น อย่างไรก็ตามเด็กมักไม่รู้ว่าตนเองมีความบกพร่องทางการมองเห็น เนื่องจากเด็กที่มีปัญหาส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมากับอาการดังกล่าวโดยไม่รู้ว่า การมองเห็นที่ปกตินั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมักเข้าใจว่าคนอื่นก็เห็นโลกในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากที่เขาเห็น เช่นกันปัญหาในการมองเห็นของเด็กอาจติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มเมื่อเด็กอายุ 18 เดือนถึง 4 ขวบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กโตขึ้นจนถึงวัยเรียนและสายตาพัฒนาอย่างเต็มที่เมื่ออายุ 10 ปีหรือแม้กระทั่งโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุและสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็อาจเป็นสาเหตุของปัญหาความบกพร่องทางการ มองเห็นได้ความบกพร่องทางการมองเห็นย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งในทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากการเรียนรู้พัฒนาการทางด้านต่างๆและทักษะการใช้ชีวิตของเด็กล้วน เชื่อมโยงกับการมองเห็น ดังนั้นเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นจึงอาจมีพัฒนาการที่ไม่ปกติหรือ ไม่สมบูรณ์พร้อม อีกทั้งมักจะมีนิสัยขี้หงุดหงิดและพฤติกรรมเกรี้ยวกราดอันเกิดจากความไม่ได้ ดั่งใจในข้อจำกัดของตนเอง


ลักษณะเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น 
  1. กลุ่มที่มองเห็นได้บางส่วน (Partially Sighted) หมายถึง เด็กที่มีปัญหาทางการมองเห็นในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เป็นคำที่นิยมใช้ในบริบททางการศึกษาเพื่อสื่อถึงภาวะการมองเห็นที่ไม่ สมบูรณ์มากกว่าความพิการ เด็กบางส่วนในกลุ่มนี้อาจต้องได้รับการศึกษาพิเศษ
  2. กลุ่มสายตาเลือนราง (Low Vision) หมายถึง กลุ่มที่มีปัญหาทางการมองเห็นที่รุนแรง คือไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ในระยะปกติได้แม้จะใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ ในการเรียนรู้ เด็กกลุ่มนี้ต้องใช้การมองเห็นร่วมกับประสาทสัมผัสอื่นๆรวมถึงใช้การช่วย เหลืออื่นๆ เช่น การปรับแสง ขนาดตัวอักษร หรือแม้กระทั่งการใช้อักษรเบรลล์ ความผิดปกติส่วนใหญ่ของกลุ่มสายตาเลือนราง แบ่งเป็น ภาวะสายตาสั้น (Myopic) และภาวะสายตายาว (Hyperopic)
  3. กลุ่มพิการทางสายตาตามกฎหมาย (Legally Blind) หมายถึงผู้ที่มีระดับการมองเห็นต่ำกว่า 20/200 หลังจากที่ใช้อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็นแล้ว รวมทั้งมีลานสายตา (Visual Field) สูงสุดไม่เกิน 20 องศา
  4.  กลุ่มตาบอดสนิท (Totally Blind) เป็นความบกพร่องทางการมองเห็นระดับรุนแรงที่สุด เด็กต้องเรียนรู้ผ่านอักษรเบรลล์ (Braille) หรือสื่อที่รับได้โดยไม่ต้องมองเห็น (Non-visual media)
สาเหตุที่เกิด
  1. กรรมพันธุ์ (Heredity) โดยความผิดปกติจะสามารถถ่ายทอดมาถึงเด็กได้หากครอบครัวมีประวัติสุขภาพของ ครอบครัว (Family History) ที่เกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อ (Familial Cataract) โรคกล้ามเนื้อจอตาเจริญผิดเพี้ยน (Retinal dystrophies) และมะเร็งจอตา (Retinoblastoma)
  2. ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน (Rubella) และโรคท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis)
  3. ระหว่างคลอด เช่น โรคจอตาผิดปกติอันเกิดจากการคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of prematurity) และอาการเยื่อบุตาอักเสบในเด็กแรกเกิด (Newborn Conjunctivitis)
  4. ในวัยเด็ก เช่น การขาดแคลนวิตามินเอ (Vitamin A Deficiency) โรคหัด (Measles) ตาอักเสบ (Eye Infection) ยารักษาตาแผนโบราณ (Traditional eye medicines) และอุบัติเหตุ (Injuries)
ประเมินตนเอง

  เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกต้องเรียบร้อย อาจารย์บอกคะแนนสอบและเฉลยข้อสอบคะแนนได้ไม่ดีเพราะตั้งใจอ่านหนังสือสอบมากคิดว่าน่าจะได้เยอะกว่านี้ผิดหวังนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรผ่านก็ดีแล้วครั้งหน้าจะตั้งใจมากกว่านี้

ประเมินเพื่อน

 เพื่อนๆแต่งกายถูกต้องเรียบร้อย เพื่อนๆได้คะแนนสอบกันเยอะมาก แต่ละคนคะแนนสอบดีๆทั้งนั้นแทบไม่มีคนตกเลยสักคน

ประเมินอาจารย์

 อาจารย์บอกคะแนนสอบและเฉลยข้อสอบและอธิบายข้อสอบแต่ละข้อเพื่อให้เราเข้าใจมากขึ้น 


 


 
 

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 27 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

 ไม่มีการเรียนการสอนสอบกลางภาคค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 20 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557





ประเมินตนเอง
  แต่งกายถูกต้องเรียบร้อย จดเพิ่มเติมจากที่อาจารย์บอก ตั้งใจดูคลิปวีดีโอจากที่อาจารย์เปิดให้ดู เข้าใจเนื้อหามากขึ้นเพราะอาจารย์จะนำประสบการณ์ตรงที่อาจารย์เจอมาเล่าให้ฟัง

ประเมินเพื่อน

 เพื่อนๆแต่งกายถูกต้องเรียบร้อย ส่วนใหญ่เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียนและดูคลิปวีดีโอที่อาจารย์นำมาให้ดู เพื่อนบางคนจะถามอาจารย์เมื่อไม่เข้าใจในเนื้อหา

ประเมินอาจารย์

 อาจารย์เตรียมการเรียนการสอนมาทุกครั้ง เข้าสอนตรงเวลา มีหน้าตายิ้มแย้ม ใจดี สอนไม่หน้าเบื่อ มีบทบาทสมมุติมาทำให้นักศึกษาดูทุกครั้ง นำคลิปวีดีโอเรื่องเด็กสมาธิสั้นมาให้ดูจาก นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา ทำให้เข้าใจมากขึ้นรู้วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น



วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 13 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557





  


ประเมินตนเอง
  
 เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกต้องเรียบร้อย ช่วงแรกตั้งใจฟังอาจารย์ จดเพิ่มเติมที่ไม่มีในเนื้อหา ช่วงหลังเริ่มคุยกับเพื่อนบ้าง

ประเมินเพื่อน

  เพื่อนๆแต่งกายถูกต้องเรียบร้อย ส่วนใหญ่เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียนอาจจะมีคุยกันบ้างเล็กน้อย ช่วงอาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟัง

ประเมินอาจารย์

 อาจารย์เตรียมการเรียนการสอนมาทุกครั้ง มีการเตรียมชีสที่จะสอนมาให้ทุกครั้ง ชอบมากตอนอาจารย์ทำบทบาทสมมุติหรือเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กที่อาจารย์ เจอมา 


 






บันทึกอนุทินครั้งที่ 8

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 6 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557




อยู่ในช่วงสอบค่ะ


 

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7


บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
กลุ่ม 103 วันจันทร์ 11:30-14:00
วันที่ 29 เดือนกันยายน พ.ศ. 2557


ไม่มีการเรียนการสอนค่ะ